วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

รู้จักกับ บริดจ์ สวิตซ์ และ เราเตอร์


เมื่อต้องการเชื่อมเครือข่ายย่อยหลาย ๆ เครือข่ายเข้าด้วยกัน จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ประกอบที่ทำให้การรับส่งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เชื่อมโยงถึงกัน โดยทั่วไปเรามักใช้ระบบการรับส่งข้อมูลเป็นชุดเล็ก ๆ ที่เรียกว่า แพ็กเก็ต ข้อมูลเป็นแพ็กเก็ตสามารถเคลื่อนที่จากต้นทางไปยังปลายทางได้ โดยผ่านอุปกรณ์เลือกเส้นทาง การเลือกเส้นทางสามารถเลือกผ่านทั้งทางด้านเครือข่ายแลนและแวน
โดยปกติมีการกำหนดแอดเดรสของตัวรับและตัวส่ง ดังนั้นจึงต้องมีแอดเดรสปรากฏอยู่ในแพ็กเก็ต อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อในเครือข่ายทุกหน่วยจึงมีแอดเดรสกำกับ แอดเดรสหรือตำแหน่งที่อยู่มีรูปแบบที่ชัดเจน ได้รับการกำหนดเป็นมาตรฐาน เช่น แอดเดรสที่ใช้ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ใช้รหัสตัวเลข 32 บิต ที่เรียกว่าไอพีแอดเดรส แพ็กเก็ตข้อมูลทุกแพ็กเก็ตจึงมีข้อมูลที่บ่งบอกว่าเป็นข้อมูลที่ส่งมาจากที่ใด และปลายทางอยู่ที่ใด
การเลือกเส้นทางจึงขึ้นอยู่กับแอดเดรสที่กำหนดในแพ็กเก็ต เมื่อแพ็กเก็ตข้อมูลผ่านมายังอุปกรณ์ต่าง ๆ อุปกรณ์เหล่านั้นจะตรวจสอบดูว่า แอดเดรสต้นทางและปลายทางอยู่ที่ใด จะส่งผ่านแพ็กเก็ตนั้นไปยังเส้นทางใด เพื่อให้ถึงจุดหมายตามต้องการ

รูปอุปกรณ์หลักในการเชื่อมโยงเครือข่าย คือ บริดจ์ เราเตอร์ และ สวิตซ์
อุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมโยงเครือข่าย และทำหน้าที่ในการรับส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายมีหลายประเภทด้วยกัน อุปกรณ์แต่ละชนิดมีขีดความสามารถแตกต่างกันออกไป อุปกรณ์ที่นิยมใช้ในการเชื่อมโยงเครือข่ายหลักทั้งแลน และแวน ประกอบด้วย บริดจ์ เราเตอร์ และสวิตซ์
บริดจ์ เป็นอุปกรณ์เชื่อมโยงเครือข่ายสองเครือข่ายที่แยกจากกัน แต่เดิมบริดจ์ได้รับการออกแบบมาให้ใช้กับเครือข่ายประเภทเดียวกัน เช่น ใช้เชื่อมโยงระหว่างอีเทอร์เน็ตกับอีเทอร์เน็ต บริดจ์มีใช้มานานแล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 บริดจ์จึงเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างสองเครือข่าย การติดต่อภายในเครือข่ายเดียวกันมีลักษณะการส่งข้อมูลแบบกระจาย (boardcasting) ดังนั้นจึงกระจายได้เฉพาะเครือข่ายเดียวกันเท่านั้น การรับส่งภายในเครือข่ายมีข้อกำหนดให้แพ็กเก็ตที่ส่งกระจายไปยังตัวรับได้ทุกตัว แต่ถ้ามีการส่งมาที่แอดเดรสต่างเครือข่าย บริดจ์จะนำข้อมูลเฉพาะแพกเก็ตนั้นส่งให้ บริดจ์จึงเสมือนเป็นตัวแบ่งแยกข้อมูลระหว่างเครือข่ายให้มีการสื่อสารภายในเครือข่ายของตนไม่ปะปนไปยังอีกเครือข่ายหนึ่ง เพื่อลดปัญหาปริมาณข้อมูลกระจายในสายสื่อสารมากเกินไป ในระยะหลังมีผู้พัฒนาบริดจ์ให้เชื่อมโยงเครือข่ายต่างชนิดกันได้ เช่น อีเทอร์เน็ตกับโทเกนริง เป็นต้น
หากมีการเชื่อมต่อเครือข่ายมากกว่าสองเครือข่ายเข้าด้วยกัน และเครือข่ายที่เชื่อมมีลักษณะหลากหลาย ซึ่งเป็นทั้งเครือข่ายแบบแลนและแวน อุปกรณ์ที่นิยมใช้ในการเชื่อมโยง คือ เราเตอร์ เราเตอร์จะรับข้อมูลเป็นแพ็กเก็ตเข้ามาตรวจสอบแอดเดรสปลายทาง จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกับตารางเส้นทางที่ได้รับการโปรแกรมไว้ เพื่อหาเส้นทางที่ส่งต่อ หากเส้นทางที่ส่งต่อมีมาตรฐานทางเครือข่ายที่แตกต่างออกไป ก็จะแปลงให้เข้ากับมาตรฐานใหม่ เช่น รับข้อมูลมาจากอีเทอร์เน็ต และส่งต่อทางพอร์ตแวนที่เป็นแบบจุดไปจุด ก็จะมีการปรับปรุงรูปแบบสัญญาณให้เข้ากับมาตรฐานใหม่ เพื่อส่งไปยังเครือข่ายแวนได้
ปัจจุบันอุปกรณ์เราเตอร์ได้รับการพัฒนาไปมาก ทำให้การใช้งานเราเตอร์มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมอุปกรณ์เราเตอร์หลาย ๆ ตัวเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ เราเตอร์สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการหาเส้นทางเดินที่สั้นที่สุด เลือกตามความเหมาะสมและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเองได้
เมื่อเทคโนโลยีทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถในการทำงานได้เร็วขึ้น จึงมีผู้พัฒนาอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่คัดแยกแพ็กเก็ตหรือเรียกว่าสวิตช์แพ็กเก็ตข้อมูล โดยลดระยะเวลาการตรวจสอบแอดเดรสลงไป การคัดแยกจะกระทำในระดับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพเชิงความเร็วและความแม่นยำสูงสุด อุปกรณ์สวิตช์จึงเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่สวิตช์แพ็กเก็ตข้อมูลจากอินพุตไปยังเอาท์พุตพอร์ตที่ต้องการสวิตช์ข้อมูลจึงมีเวลาหน่วงภายในตัวสวิตช์ต่ำมาก จึงสามารถนำมาประยุกต์กับงานที่ต้องการเวลาจริง เช่น การส่งสัญญาณเสียง วิดิโอ ได้ดี
อุปกรณ์สวิตช์ มีหลายแบบ หากแบ่งกลุ่มข้อมูลเป็นแพ็กเก็ตเล็ก ๆ และเรียกใหม่ว่า เซล ก็กลายเป็น เซลสวิตช์ หรือที่รู้จักกันในนาม เอทีเอ็มสวิตช์ ถ้าสวิตช์ข้อมูลในระดับเฟรมของอีเทอร์เน็ต ก็เรียกว่า อีเทอร์เน็ตสวิตซ์ และถ้าสวิตซ์ตามมาตรฐานเฟรมข้อมูลที่เป็นกลางและสามารถนำข้อมูลอื่นมาประกอบภายในได้ ก็เรียกว่า เฟรมรีเลย์
อุปกรณ์สวิตซิ่งจึงเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาให้ใช้กับความเร็วของการรับส่งข้อมูลจำนวนมาก เช่น เฟรมรีเลย์ และเอทีเอ็มสวิตช์ สามารถสวิตช์ข้อมูลขนาดหลายร้อยล้านบิตต่อวินาทีได้ เทคโนโลยีนี้จึงเป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยม
การออกแบบและจัดรูปแบบเครือข่ายในองค์กรที่เป็นอินทราเน็ต ซึ่งเชื่อมโยงได้ทั้งระบบแลน และแวน จึงต้องอาศัยอุปกรณ์เชื่อมโยงต่าง ๆ เหล่านี้ อุปกรณ์เชื่อมโยงทั้งหมดนี้รองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อได้หลากหลายรูปแบบ เช่น จากเครือข่ายพื้นฐานเป็นอีเทอร์เน็ต ก็สามารถเชื่อมเข้าสู่เอทีเอ็มสวิตซ์ เฟรมรีเลย์ หรือบริดจ์ เราเตอร์ได้ ทำให้ขนาดของเครือข่ายมีขนาดใหญ่ขึ้น
เทคโนโลยีการเชื่อมต่อจึงเป็นเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะอุปกรณ์ที่ใช้หลัก

แอดเดรสบนเครือข่าย

เมื่อใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน ผู้รับผู้ส่งต้องมีแอดเดรสอ้างอิงบนเครือข่าย แอดเดรสที่ใช้ในการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์นี้เรียกว่า อีเมล์แอดเดรส รูปแบบของอีเมล์แอดเดรสประกอบด้วย ชื่อบัญชี @ ชื่อเครื่อง เช่น mitreep@nectec.or.th การอ้างอิงเพื่อเรียกใช้ข้อมูลบนเครือข่ายเวิร์ลไวด์เว็บ ก็ใช้แอดเดรสอ้างอิงเช่นกัน แอดเดรสที่กำหนดเป็นชื่อที่เข้าใจได้ง่าย เช่น www.tv5.co.th หมายถึงฐานข้อมูลเวิร์ลไวด์เว็บของสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 การตั้งชื่อเพื่ออ้างอิงบนเครือข่ายในระดับการใช้งานจึงมีมาตรฐานที่ทำให้เข้าใจได้ง่าย เช่น th หมายถึงประเทศไทย co หมายถึงหน่วยงานเอกชนที่ประกอบธุรกิจ tv5 หมายถึง ชื่อย่อของ องค์กร หรือบริษัท ระบบการอ้างอิงชื่อบนเครือข่ายจึงเป็นสากล ชื่อที่กำหนดบนเครือข่ายนี้จะไม่ซ้ำกันเลย เพราะการแบ่งแยกลำดับชั้นเป็นไปตามหลักสากล และใช้ได้ทั่วโลก แอดเดรสที่กำหนดเป็นตัวอักษรนี้จึงเป็นแอดเดรสสำหรับการใช้งานที่จดจำและเข้าใจได้ง่าย
การกำหนดแอดเดรสทางเทคนิคมีลักษณะเป็นรหัสตัวเลข บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ใช้รหัสตัวเลขไบนารี 32 บิต แทนแอดเดรสที่อ้างอิง ทุกตำแหน่งบน อินเทอร์เน็ตจึงมีแอดเดรสขนาด 32 บิตนี้อยู่ด้วย แอดเดรสทุกแอดเดรสที่ใช้งานจะต้องไม่ซ้ำกัน เพื่อให้การจัดระบบแอดเดรสเป็นสากล จึงให้ทุกองค์กรที่มีเครือข่ายคอมพิวเตอร์และต้องการเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตต้องจดทะเบียนแอดเดรสของตน เราเรียก แอดเดรสทางเทคนิคนี้ว่า ไอพีแอดเดรส (IP address) ไอพีแอดเดรสจึงเป็นแอดเดรสตามโปรโตคอล TCP/IP นั่นคือ ข้อมูลที่จัดส่งบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะได้รับการบรรจุเป็นแพ็กเก็ตที่เรียกว่า ไอพีแพ็กเก็ต ทุกไอพีแพ็กเก็ตมีการกำหนด ไอพีแอดเดรสของต้นทางและปลายทางไว้ อุปกรณ์กำหนดเส้นทางพวกเราเตอร์ และสวิตชิ่งทำ หน้าที่รับและส่งต่อไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง เพื่อให้ข้อกำหนดของไอพีแอดเดรสเป็นสากลจึงแบ่งแอดเดรส 32 บิต เป็น 4 ฟิลด์ ฟิลด์ละ 8 บิต และเรียกกันในระบบตัวเลขฐานสิบ เช่น 158.108.2.71 การใช้ตัวเลขฐานสิบนี้ ทำให้ผู้ใช้จดจำหรือคุ้นเคยต่อการใช้งานได้ง่ายกว่า ไอพีแอดเดรสบนเครือข่ายจึงแบ่งตามกลุ่มของเครือข่ายย่อย และแบ่งเป็นคลาสตามขนาดของเครือข่าย เป็นคลาส A B และ C คลาส C หมายถึงมีสถานีบนเครือข่ายได้ 256 สถานี องค์กรกำหนดหมายเลขฟิลด์สุดท้ายได้เอง เช่น 202.18.105.X ตัว X หมายถึงองค์กรกำหนดตัวเลขเองได้ สำหรับคลาส B มีการกำหนดให้องค์กรกำหนดสถานีบนเครือข่ายได้สูงถึง 65536 สถานี ดังนั้นจึงกำหนดตัวเลขเพียงสองฟิลด์ เช่น 158.108.X.X สำหรับคลาส A เป็นคลาสที่ใหญ่มาก องค์กรกำหนดได้เองถึง 3 ฟิลด์ ทุกครั้งที่ใช้งานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะมีการอ้างอิงด้วยชื่อเต็มที่เรียกว่าชื่อ โดเมน เช่น nontri.ku.ac.th แต่ระบบภายในจะแปลงชื่อโดเมนให้เป็นไอพีแอดเดรสเอง โดยแปลงเป็น 158.108.2.71 ดังนั้นในระบบเครือข่ายจึงมีการแปลงชื่อให้เป็นรหัสไอพี และแปลงรหัสไอพีเป็นชื่อได้ ระบบชื่อและไอพีแอดเดรสบนเครือข่ายจึงเป็นชื่อที่เป็นทางการ และมีการจดทะเบียนชื่อไว้ เพื่อว่าจะได้ไม่ซ้ำกัน วิธีการจดทะเบียนมีลักษณะกระจายความรับผิดชอบ เช่นองค์กรได้รับรหัส ไอพี ซึ่งเป็นรหัสตามคลาสที่กำหนด และกระจายการจัดการภายในองค์กรเอง เมื่อองค์กรสร้างเครือข่ายภายใน เครือข่ายภายในองค์กรประกอบด้วยเครือข่ายแลน หลาย ๆ เครือข่ายเชื่อมโยงกัน แต่ละเครือข่ายอาจใช้เทคโนโลยีต่างกัน เช่นใช้อีเทอร์เน็ต โทเกนริง การเชื่อมกันใช้เราเตอร์หรือสวิตช์ และเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นผ่านทางเครือข่ายแวน ภายในเครือข่ายย่อยหนึ่งเครือข่าย เช่นอีเทอร์เน็ต ทุก ๆ สถานีก็มีแอดเดรสทางฟิสิคัลของตน เราเรียกแอดเดรสนี้ว่าอีเทอร์เน็ตแอดเดรส และถ้าใช้โทเกนริง ทุกสถานีก็จะมี แอดเดรสของโทเกนริงด้วย หรือแม้แต่การเชื่อมผ่านแวน แบบเฟรมรีเลย์ ทุกสถานีก็จะมี เฟรมรีเลย์แอดเดรสด้วยเช่นกัน เราคงแปลกใจว่า ทุกสถานีมีทั้งไอพีแอดเดรส และแอดเดรสทางฟิสิคัล เช่น อีเทอร์เน็ตแอดเดรส การทำงานจะกระทำได้อย่างไร
อีเทอร์เน็ตแอดเดรส เป็นแอดเดรสที่กำหนดในชั้นดาต้าลิงค์ กำหนดไว้ว่าทุกแอดเดรสมีขนาด 6 ไบต์ โดย 3 ไบต์แรกเป็นรหัสผู้ผลิต อีก 3 ไบต์ต่อมา เป็นรหัสที่ผู้ผลิตกำหนดขึ้น ดังนั้นทุกการ์ดเชื่อมโยงอีเทอร์เน็ตจะมีแอดเดรสนี้ และไม่ซ้ำกัน แอดเดรสในชั้นดาต้าลิงค์ของอีเทอร์เน็ตนี้ใช้เฉพาะในเครือข่ายย่อยของตนเอง ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ตนเองต่ออยู่ การรับส่งข้อมูลในชั้นนี้จึงใช้แอดเดรสในระดับดาตาลิงค์ เช่น เครื่อง A ต้องการส่งข้อมูลให้กับเครื่อง B ที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันก็สามารถติดต่อกันได้โดยตรง
ดังนั้นถ้าเครื่อง A มีชื่อทางอินเทอร์เน็ต และมีหมายเลขไอพีกำกับ เมื่อเครื่อง A ส่งข้อมูล ไปยังเครื่อง B ซึ่งเป็นเครื่องที่ต่อบนอีเทอร์เน็ตเดียวกัน เครื่อง A จะรู้ได้อย่างไรว่า เครื่อง B มี แอดเดรสทางอีเทอร์เน็ตอะไร วิธีการที่กระทำได้คือการใช้โปรโตคอล ARP = (Address Resolution Protocol) กล่าวคือ เครื่อง A จะนำไอพีแอดเดรสของเครื่อง B มาประกาศถามว่า ใครมีแอดเดรสทางอีเทอร์เน็ตตามแอดเดรสไอพีนี้บ้าง เครื่อง B จะส่งหมายเลข 6 ไบต์มาให้เครื่อง A เครื่อง A ก็จะจัดการส่งเฟรมข้อมูลไปยังเครื่อง B ในเครือข่ายย่อยนี้ได้ แต่หากไอพีแอดเดรสที่เครื่อง A จะส่งข้อมูลไปไม่อยู่ในเครือข่ายย่อยที่เครื่อง A ต่ออยู่ เราเตอร์หรือสวิตชิ่งที่เครือข่ายต่ออยู่จะส่งแอดเดรสอีเทอร์เน็ตของพอร์ตเราเตอร์หรือสวิตชิ่งนั้นมาให้ เพื่อให้เครื่อง A ส่งเฟรมอีเทอร์เน็ตมาที่เราเตอร์ และเราเตอร์จะทำหน้าที่ส่งข้อมูลไปตามช่องที่ควรจะเป็นต่อไป
ระดับแอดเดรสไอพีจึงอยู่ในชั้นสื่อสารระดับสาม ที่เรียกว่าชั้นเน็ตเวอร์ก ส่วนแอดเดรสของอีเทอร์เน็ต โทเกนริง เฟรมรีเลย์ ฯลฯ เป็นเอดเดรสในชั้นระดับสอง การเชื่อมโยงแอดเดรสระหว่างระดับ 3 คือไอพีแอดเดรสกับแอดเดรสระดับสองจึงต้องการวิธีการเพื่อหาแอดเดรสมาให้วิธีการนี้ทำให้การทำงานสามารถส่งผ่านชั้นเครือข่ายที่มีเทคโนโลยีต่างกันได้
การส่งข้อมูลภายใต้เครือข่ายย่อยเดียวกัน ใช้เฟรมข้อมูลตามการกำหนดของเทคโนโลยีนั้นแต่การใช้งานในระดับสูงขึ้นเป็นการส่งตามแพ็กเก็ตไอพี ดังนั้นในเฟรมอีเทอร์เน็ตจึงมีไอพี แพ็กเก็ตเป็นข้อมูลอยู่ และเฟรมอีเทอร์เน็ตนี้ก็มีไอพีแอดเดรสที่อยู่ในไอพีแพกเก็ต และแอดเดรสตามการกำหนดของเฟรมอีเทอร์เน็ตด้วย เราเตอร์จะทำหน้าที่แปลงเฟรมของข้อมูลต่างเทคโนโลยีกัน เช่นด้านหนึ่งเป็นอีเทอร์เน็ต อีกด้านหนึ่งเป็นโทเกนริง ถ้าส่งจากอีเทอร์เน็ตมาโทเก็นริง เราเตอร์จะแปลงโดยรับเฟรม อีเทอร์เน็ตที่ส่งมาให้ แกะเอาเฉพาะข้อมูลซึ่งก็คือไอพีแพ็กเก็ต แล้วประกอบใหม่ คราวนี้สร้างเป็นเฟรมของโทเก็นริง กำหนดแอดเดรสปลายทางของโทเก็นริงแล้วส่งต่อออกไป จะเห็นว่าการทำงานทุกขั้นตอนย่อมต้องอาศัยแอดเดรส และแอดเดรสก็มีหลายระดับ มีหลายมาตรฐานตามเทคโนโลยีที่ใช้ แต่การรับส่งก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การกำหนดแอดเดรสหลายระดับ เช่น A ต้องการส่งไปที่ 158.108.2.71 A ต้องหา แอดเดรสอีเทอร์เน็ตมาประกอบเฟรม แต่ถ้า A ต้องการส่งไป IP นอกเครือข่ายย่อย A จะได้ อีเทอร์เน็ตแอดเดรสของเราเตอร์พอร์ตที่ต่ออยู่

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อุปกรณ์ที่ใช้ในการต่อระหว่างเครือข่าย

อุปกรณ์ที่ใช้ในการต่อระหว่างเครือข่ายมีมากมายหลายรูปแบบ เพื่อทำให้ระบบเครือข่ายขยายวงกว้างออกไป การขยายนี้ทำให้การใช้งานเป็นไปอย่างกว้างขวาง อุปกรณ์ประกอบที่สำคัญประกอบด้วย
1) เครื่องบริการปลายทาง การขยายเครื่องบริการปลายทางของระบบออกไปจะเสมือนการต่อแบบ RS232 ออกมาจากแม่ข่าย (host) แต่ข้อดีคือ ใช้เครือข่ายเป็นตัวเชื่อมต่อได้ ทำให้ผู้ใช้เครื่องบริการปลายทางสามารถเลือกไปยังแม่ข่ายตัวใดในเครือข่ายก็ได้โครงสร้างการต่อเครื่องให้บริการปลายทาง
2) เครื่องบริการงานพิมพ์ เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อกับเครือข่ายเพื่อทำให้การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครือข่ายได้หลายเรื่อง ในการใช้งานผู้ใช้ที่อยู่บนเครือข่ายสามารถเลือกใช้เครื่องพิมพ์เครื่องใดก็ได้ โดยการส่งแฟ้มออกมาพิมพ์ เครื่องบริการงานพิมพ์มีบัฟเฟอร์เพื่อจัดลำดับการพิมพ์ได้
3) เครื่องบริการซีดีรอม เป็นอุปกรณ์อ่านซีดีรอมเพื่อกำหนดเป็นฐานข้อมูลกลางเพื่อให้เครือข่ายเชื่อมกับตัวอ่างซีดีรอม ผู้ใช้ในเครือข่ายสามารถเรียกค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลซีดีรอมได้ ปกติเครื่องบริการซีดีรอมจะประกอบด้วยตัวอ่านซีดีรอมซึ่งสามารถอ่านได้หลายแผ่น เพื่อสร้างเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่
4) เครื่องขยายสัญญาณ เครื่องขยายสัญญาณเป็นอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเปลี่ยนตัวกลาง นำสัญญาณจากตัวกลางหนึ่งไปอีกตัวกลางหนึ่ง เช่น จากเส้นใยนำแสงมายังสายโคแอกเชียล หรือการเชื่อมต่อระหว่างตัวกลางเดียวกันก็ได้ การใช้เครื่องขยายสัญญาณจะทำให้เครือข่ายทั้งสองข้างเสมือนเชื่อมกัน เครื่องขยายสัญญาณจะไม่มีการกันข้อมูล เพราะสัญญาณจะวิ่งทะลุถึงกันได้หมด แต่จะมีประโยชน์ในการเชื่อมความยาวให้ยาวขึ้น เช่น เท็นเบสที มีความยาว 185 เมตร ถ้าผ่านเครื่องขยายสัญญาณก็จะทำให้ยาวขึ้นได้อีก 185 เมตร ลักษณะการต่อเครื่องขยายสัญญาณเป็น5) บริดจ์ มีลักษณะคล้ายเครื่องขยายสัญญาณ แต่จะกันสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ในแต่ละส่วนออกจากกัน ดังรูปที่ 3 สถานีงาน Y เรียกสถานีงาน A สัญญาณข้อมูลจะไม่ผ่านไปหาสถานีงาน X บริดจ์จึงทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพ ลดการชนกันของข้อมูลลงไป บริดจ์จึงเป็นสะพานสำหรับข้อมูลสองเครือข่าย
6) อุปกรณ์จัดเส้นทาง หากมีการเชื่อมต่อเครือข่ายมากกว่าหนึ่งส่วนและให้มีการกำหนดเส้นทางเลือกไปยังส่วนใด หรือหาเส้นทางที่เหมาะสมในการส่งต่อไปเป็นลำดับต้องใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า อุปกรณ์จัดเส้นทาง ( router) อุปกรณ์จัดเส้นทางเป็นอุปกรณ์ที่จัดการเครือข่ายเพื่อให้การเดินทางของข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทางเป็นไปอย่างถูกต้อง

10 ขั้นตอนในการใช้คอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ


ปัญหาที่เกิดขี้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นจะมีตั้งแต่เล็กๆน้อยๆ ไปจนถึงความบกพร่องอย่างร้ายแรงที่จะทำให้งานของเราที่อุตส่าห์ทำเป็นเดือนๆ หายไปได้ในพริบตา หรือไม่สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์นั้นได้อีกเลย วิธีการที่ดีที่สุดในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์นั้นก็คือ ป้องกันก่อนที่มันจะเกิดขึ้น ขั้นตอนในการป้องกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการเก็บข้อมูลความสำคัญมากๆ ในเรื่องของการเก็บข้อมูล คือ ไม่ให้มีอุบัติเหตุซึ่งจะทำให้มันมีค่าที่สุด ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่เป็นอุปกรณ์ที่แพงที่สุดในเครื่องของเราก็ตามเป้าหมายของการป้องกันคือ เก็บข้อมูลของเราให้ปลอดภัย มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

*รู้จักเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง
*สร้างแผ่นบู๊ตฉุกเฉินขึ้นมา
*ปรับแต่งฮาร์ดดิสก์อย่างสม่ำเสมอ
*วางแผนในการเก็บรักษา
*สำรองข้อมูลที่มีค่าเอาไว้
*ป้องกันไวรัส
*ติดตั้งโปรแกรมไว้ที่เดิม
*ใช้แต่ของใหม่เสมอ
*รักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สะอาดอยู่เสมอ
*ปิดเครื่องด้วยวิธีการที่ถูกวิธี


1.รู้จักเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง เราสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องของเราว่าอุปกรณ์อะไร รายละเอียดเป็นอย่างไร ได้ โดยดูที่ System Properties โดยคลิ๊กเม้าปุ่มขวาที่ My computer เลือก
1. Properties จะปรากฏ System Propeties ขึ้นมา ให้เราคลิ๊กที่ Tab Device Manager เราสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ภายในเครื่องของเราได้
ถ้าเรามีเครื่องพิมพ์ ก็สั่งพิมพ์มาเก็บไว้เลยจะเป็นการดีที่สุดป้องกันการลืม

2.สร้างแผ่นบู๊ตฉุกเฉินขึ้นมา เมื่อเราเครื่องของเรามีปัญหาไม่สามารถบู๊ตเครื่องจากฮาร์ดดิสก์ได้ เราก็ยังจะสามารถบู๊ตจากแผ่นบู๊ตฉุกเฉินที่เราสร้างขึ้นเอาไว้ได้ โดยไปที่
1. เลือกเมนู Start
2. เลือก Setting
3. เลือก Control Panel
4. กดดับเบิ้ลคลิ๊กไอคอน Add remove programs
5. ให้เลือกคลิ๊กที่ Tab Startup Disk แล้วใส่ แผ่น floppy disk ที่ทำการ format แล้วใน dirve a:
6. แล้วคลิ๊กที่ปุ่ม Create Disk หลังจากเครื่องทำการสร้างแผ่นบูตเสร็จเรียบร้อย เราก็จะได้แผ่นบู๊ตฉุกเฉินขึ้นมาแล้ว

3. ปรับแต่งฮาร์ดดิสก์อย่างสม่ำเสมอ เพราะฮาร์ดดิสก์เป็นที่ที่เก็บแอปพิลเคชั่นไว้อย่างถาวร และที่สำคัญมากคือไฟล์ข้อมูลที่สร้างด้วยแอพพลิเคชั่นเหล่านั้น ดังนั้นฮาร์ดดิสก์จึงจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างพิเศษเพื่อรักษามันให้ปฏิบัตการได้ที่ประสิทธิภาพสูงสุด การสแกนดิสก์ เพื่อหาไฟล์ที่สูญหาย (Lost) และเซ็กเตอร์ที่เสียหาย (bad sector) จะช่วยป้องกันปัญหาของดิสก์ทั้งหมดก่อน ที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่การ Defragment จะช่วยจัดเรียงไฟล์ที่แตกกระจัดกระจาย ให้เป็นระเบียบขึ้น
วิธีการสแกนดิสก์ทำได้ดังนี้
1. เลือกเมนู Start
2. เลือก Program
3. เลือก Accesorry
4. เลือก System Tools
5. เลือก Scan Disk

4. วางแผนในการเก็บรักษา การเก็บรักษาไฟล์ข้อมูลในโฟล์เดอร์เราจะต้องเก็บรักษาให้อยู่ในส่วนที่ค้นหาง่ายและมีชื่อที่สามารถจดจำได้ง่าย จะช่วยลดความเสี่ยงที่เราจะลบโปรแกรมหรือข้อมูลเหล่านั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ อีกทั้งฮาร์ดดิสก์ที่มีการบริหารรวบรวมที่ดีจะสามารถทำ การแบ๊กอัปสำรองข้อมูลได้ง่ายกว่าและเร็วกว่า และไฟล์ไหนที่เราไม่ได้ใช้เป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน ควรจะลบไฟล์นั้นออกไป เพราะ ดิสก์ที่ใส่ข้อมูลมากๆ จนเกือบเต็มความจุของมันมักมีแนวโน้มที่จะเกิดความผิดพลาดได้มากกว่า และช้ากว่าฮาร์ดดิสก์ที่ไม่ได้ใส่ข้อมูลจนแน่น
5. สำรองข้อมูลที่มีค่าเอาไว้ การแบ็กอัปไฟล์ของเรามีความหมายง่ายๆ ก็คือเป็นการทำสำเนาเผื่อเอาไว้ ถ้าต้นฉบับถูกทำให้สูญหายหรือเสียหายไป เราก็ยังสามารถนำเอาสำเนามาใช้ได้ เราสามารถแบ็กอัปฮาร์ดดิสก์ไปยัง Floppy disk หรือ Zip disk ได้ ถ้าเราทำธุรกิจมีข้อมูลที่สำคัญมากๆ เช่น ข้อมูลของสินค้า ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลด้านบัญชี มูลบุคคล เราควรจะแบ๊กอัปมันทุกๆวันเป็นมาตรฐานเอาไว้ แต่ถ้าเราเป้นผู้ใช้ตามบ้าน ก็ควรจะการแบ็กอัปไฟล์หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ และทำการแบ๊กอัป ทั้งระบบอย่างสมบูรณ์ทุกๆ 6 เดือน โดยเราสามารถใช้โปรแกรม Backup ดังนี้
1. เลือกเมนู Start
2. เลือก Program
3. เลือก Accesorry
4. เลือก System Tools
5. เลือก Backup
โปรแกรมนี้จะอนุญาติให้เราตรวจเลือกโฟลเดอร์ที่ต้องการจะแบ๊กอัป

6. ป้องกันไวรัส แม้ว่าไวรัสคอมพิวเตอร์ที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเครื่องและข้อมูลของเราได้ ซึ่งในบางครั้งก็ดูออกจะเป็นเรื่องตื่นตระหนกจนเกินเหตุ แต่ความเป็นจริงแล้วไวรัสไม่สามารถที่จะทำอันตรายให้กับเครื่องและข้อมูลของเราได้ ถ้าหากเราไม่ได้สั่งให้มันทำงาน (execute) ไวรัสนั้นติดมาได้ 2 ทาง คือ
1. จากแผ่นดิสก์อื่นที่เรานำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นที่เรายืมหรือก๊อปปี้ของเพื่อนมา หรือ แผ่นcd เถื่อนที่เราซื้อมาจากพันธุ์ทิพย์
2. จากอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมที่เราดาว์นโหลดมา หรือ ไวรัสที่ส่งมากับอีเมล์ วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือเราต้องไม่นำมาใช้ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ให้เราหาโปรแกรมสำหรับสแกนไวรัสมาสแกนไวรัสก่อนที่จะนำมาใช้ ยกตัวอย่างเช่น McAfee's VirusScan Norton AntinVirus หรือ Pc-cillin แต่ในบางครั้งไวรัสตัวนั้นอาจเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่โปรแกรมเหล่านั้นยังไม่สามารถตรวจสอบได้ เราก็จำเป็นต้องไปดาวน์โหลดโปรแกรมสแกนไวรัสเวอร์ชั่นใหม่ ๆ มาใช้งานจากเวบไซด์เหล่านั้น
7. ติดตั้งโปรแกรมไว้ที่เดิม เมื่อเราได้ติดตั้งโปรแกรมลงบนระบบของ window95 แล้วอย่าได้เปลี่ยนชื่อไดเร็กทอรี่ของโปรแกรมหรืออย่าได้ย้ายไฟล์ของมันจากที่ที่มันอยู่ไปไว้ที่อื่นๆ บนฮาร์ดดิสก์ของเรา มิฉะนั้นคอมพิวเตอร์จะหาแทร็กของคีย์ไฟล์ไม่เจอ ถ้าเราจะทำการลบ (delete) หรือยกเลิกการติดตั้ง (uninstall)
วิธีการลบ (delete) หรือยกเลิกการติดตั้งที่ถูกวิธีทำได้ดังนี้
1. เลือกเมนู Start
2. เลือก Control Panel
3. กดดับเบิ้ลคลิ๊กที่ Add/Remove Programs
4. เลือกโปรแกรมที่เราต้องการจะลบ หรือ ยกเลิกการติดตั้ง
5. กดปุ่ม Add/Remove

หลังจากกดปุ่ม Add/Remove แล้วจะปรากฏหน้าต่างการยกเลิกการติดตั้งให้ แต่มีบางไฟล์หรือบางกรณีที่จะต้อง ใช้คำสั่งลบออกได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องผ่านการลบด้วยกรรมวิธีขั้นต้น สามารถเข้าไปลบไฟล์เหล่านั้นได้เลย
8. ใช้แต่ของใหม่เสมอ อุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์จะมีโปรแกรมไดว์เวอร์ (driver) เพื่อพูดคุยติดต่อระหว่าง window95 กับ ฮาร์ดแวร์ของเรา จะเป็นการดีถ้าเราสามารถอัปเดตโปรแกรมไดว์เวอร์เหล่านั้นให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้คอมพิวเตอร์ของเราทำงานได้เต็มประสิทธิภาพคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป
9. รักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สะอาดอยู่เสมอ ฝุ่นสามารถทำให้ชิปภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราร้อนขึ้นมามากกว่าธรรมดาและยังเป็นตัวขัดขวางการไหลเวียนระบายความร้อนของอากาศอีกด้วย อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งให้เราถอดปลั๊กต่างๆ และเปิดฝาเครื่องขึ้นมา และเป่าฝุ่นออก อย่าเช็ดด้วยเศษผ้า ให้ใช้ปากเป่าหรือกระป๋องอัดลมสำหรับฉีดลมอย่างใดอย่างหนึ่งในการเป่าฝุ่น
10. ปิดเครื่องด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เมื่อใดก็ตามที่เสร็จการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วจะเลิกการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่าได้ปิดเครื่องเลยทันที เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์มีการเก็บหน่วนความจำแคช ปิดไฟล์ และ เซฟข้อมูลคอนฟิกคูเรชั่นต่างๆ ก่อนที่เราจะปิดเครื่อง เราจำเป็นต้องต้องสั่งให้คอมพิวเตอร์ของเราชัตดาวน์ (shutdown) ก่อนเสมอ โดยไปที่ Start --> Shutdown แล้วกด OK เท่านี้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราก็จะจบการทำงานได้อย่างสวยงาม

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในบ้าน

คำว่าเครือข่ายภายในบ้าน หรือ "โฮมเน็ต" เป็นคำที่บิลเกต ได้วาดความฝันไว้ และชี้ให้เห็นว่าภายในบ้านควรจะต้องมีเครือข่ายคอมพิวเตอร์เชื่อมโยงอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และใช้ประโยชน์ในลักษณะการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ แบบอัตโนมัติมากขึ้น อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีโฮมเน็ตได้รับการพัฒนา จากอดีตอย่างช้า ๆ โดยเน้นการนำมาใช้เปิดปิดสวิตซ์ไฟและอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งยังไม่เป็นที่นิยมในยุคแรก
ปัจจุบันเป็นจุดหักที่สำคัญ จากการคาดคะเนของบริษัทชั้นนำ เช่น ไอบีเอ็ม อินเทล คอมแพค หรือบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ที่สำคัญหลายบริษัทต่างลงความเห็นว่า ในปี ค.ศ. 1999 นี้ เป็นปีเริ่มต้นของโฮมเน็ต จากการคาดคะเนของบริษัทสำรวจข้อมูล Parks Associatesd คาดคะเนว่า ในปีนี้จะมียอดการขายโฮมเน็ต ในสหรัฐเริ่มจาก 75 ล้านเหรียญ และจะเพิ่มเป็นประมาณ 200 ล้านเหรียญ ในปี 2001 และหลังจากนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การที่เทคโนโลยีโฮมเน็ตถึงจุดเริ่มต้น เพราะการพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำได้ดี มีราคาถูก ประกอบกับซีพียูที่แทรกตัวอยู่ในอุปกรณ์ และการใช้งานได้แพร่หลาย โดยเฉพาะหลายบ้านเริ่มสนใจที่เชื่อมโยงเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ความต้องการใช้พีซีในบ้านจึงสูงขึ้น บริษัทดาต้าเควสได้ให้ข้อมูลสำรวจบ้านในสหรัฐอเมริกา พบว่าในปี 1997 มีบ้านจำนวน 12.3 ล้านหลัง ที่มีพีซีมากกว่าหนึ่งเครื่อง และจะมีเพิ่มเป็น 20.1 ล้านหลัง ที่มีพีซีมากกว่าหนึ่งเครื่องในปี 2000 เมื่อเป็นเช่นนี้ การใช้พีซีอย่างเดียวในบ้านก็มีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมเข้าหากัน และที่สำคัญคือการเชื่อมโฮมเน็ตกับอินเตอร์เน็ตเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการดำเนินการ โฮมเน็ตยังต่อเชื่อมเพื่อเรียกสัญญาณมัลติมีเดียผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะในเรื่องของสัญญาณเสียง เช่น mp3 หรือการเปิดวิทยุ และสัญญาณวิดิโอ นั่นคือ โฮมเน็ตจำเป็นต้องเปิดเกตเวย์เข้าสู่ระบบทีวี ระบบโทรศัพท์ และโทรสาร ตลอดจนระบบการรับบริการทางด้านอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น ปัจจุบันแนวโน้มสำคัญที่ทำให้เกิดโฮมเน็ตคือ การเพิ่มขีดความสามารถของการใช้ช่องสัญญาณเข้าสู่บ้านสูงขึ้น ปัจจุบันเราใช้โมเด็มขนาด 56 กิโลบิต เพื่อต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต แต่เทคโนโลยีใหม่เช่น เคเบิ้ล โมเด็ม สามารถให้ความเร็วได้ถึง 1.56 เมกะบิต หรือ 2 เมกะบิตต่อวินาที และยังมีแนวโน้มที่จะใช้เส้นใยแก้วนำแสง
กุญแจที่จะไขไปสู่ความสำเร็จยังอยู่ที่ความง่ายของการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในบ้าน การติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงซอฟต์แวร์ที่จะต้องพัฒนาให้รองรับการใช้งาน หลายบริษัทซึ่งเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ได้เริ่มพัฒนาซอฟต์แวร์กันบ้างแล้ว และมีแนวโน้มที่จะมีผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับโฮมเน็ตออกขายอย่างมากในปีหน้า
โมเดลของโฮมเน็ต เทคโนโลยีที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับโฮมเน็ตยังคงเกี่ยวข้องกับสายโทรศัพท์ และเครือข่ายบริการสาธารณะต่าง ๆ ในประการแรกต้องทำให้ขีดความสามารถของสายสัญญาณรองรับสัญญาณแถบกว้างได้สูงขึ้น สิ่งนี้ค่อนข้างจะเป็นไปได้ เพราะมีเทคโนโลยีหลายรูปแบบที่จะนำ มาใช้
เครือข่ายภายในบ้านเองก็ได้รับการพัฒนาด้วย มีทั้งการสร้างอุปกรณ์ฮัพราคาถูก เพื่อให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ต่อเชื่อมได้ง่าย การต่อเชื่อมย่อมต้องสร้างมาตรฐาน โดยเฉพาะระบบการ ติดตั้งที่เรียบง่าย แบบปลั้กแอนเพลย์ มาตรฐานการเชื่อมโยงยังครอบคลุมไปถึงแบบที่ใช้สายและไม่ใช้สาย (wireless) เครือข่ายที่ไม่ใช้สายในปัจจุบันให้ความเร็วได้ที่ 1 ถึง 4 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งก็พอเพียงกับการใช้งาน ยังมีการนำเอาเทคโนโลยีที่ส่งสัญญาณแบบอินฟราเรด โดยสามารถส่งสัญญาณไปรอบ ๆ ได้ระยะทางหลายสิบฟุต บางบริษัทเริ่มพัฒนาให้ส่งสัญญาณข้อมูลเข้าไปในสายไฟฟ้ากำลัง เพื่อลดข้อยุ่งยากในการเดินสายสัญญาณ เทคโนโลยีเครือข่ายในบ้านจึงเป็นแบบลูกผสมที่หลายบริษัทได้เสนอแนวคิด และรูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เมื่อเป็นเช่นนี้การทำให้เข้ากันได้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง มาตรฐานของโฮมเน็ตจึงต้องได้รับการกำหนด ปัจจุบันจึงมีการวางกลุ่มผู้ผลิตที่จะร่วมกันเป็นกรรมการสร้างมาตรฐานต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เช่น HomeAPI เป็นคณะทำงานที่จะพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ให้เชื่อมต่อเข้าหากันได้ โดยเฉพาะถ้ามีการใช้ซอฟต์แวร์ร่วมกันในงานการควบคุมอุปกรณ์ งานเฝ้าดู (monitor) และตรวจสอบ ตลอดถึงงานการประยุกต์ คณะทำงานนี้จะต้องสร้างมาตรฐานที่จะนำไปใช้ในระบบโอเอสรุ่นใหม่ ยังมีกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น และยุโรป ที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้ร่วมกันสร้างคณะกรรมการที่ชื่อ HAVi เป้าหมายที่สำคัญคือการสร้างระบบเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าให้ได้มาตรฐาน มีการเสนอโครงสร้างการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ รูปแบบโปรโตคอลที่จะผ่านการส่งสัญญาณไปในบัสแบบอนุกรม เป็นต้น
ผู้ที่ใช้พีซีคงคุ้นเคยกับคำว่า ปลั้กแอนเพลย์ มาตรฐานนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีการขยายความออกไป มีการสร้างระบบที่จะใช้งานให้ได้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะการที่จะนำพีซีต่อเชื่อมกับอุปกรณ์อย่างอื่น รวมถึงการรับส่งสัญญาณระหว่างกัน กลุ่มจาวาก็ไม่น้อยหน้า พยายามผลักดัน JVM - Java Virtual Machine เพื่อใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะทำงานร่วมกัน การใช้เทคโนโลยีจาวาทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกเครื่องทำหน้าที่เสมือนเป็นคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องที่พูดคุยกันได้ด้วยภาษาจาวา เมื่อเป็น เช่นนี้ แม้แต่สวิตซ์ไฟฟ้าที่ติดอยู่ที่ฝาผนัง ก็มีชิ้นส่วนของจาวายังอยู่ และทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ รักษามท้าทายย่อมมีอุปสรรค สิ่งที่สำคัญที่จะต้องเอาชนะให้ได้เพื่อให้โฮมเน็ตเป็นที่เชื่อถือ คือระบบการรักษาความปลอดภัยของระบบ ทั้งนี้เพราะโฮมเน็ต ต่อเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตสากล การบุกรุกของผู้แปลกปลอมย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาที่ท้าทายอย่างยิ่ง
การพัฒนาเทคโนโลยีคงเดินต่อไป และยากที่จะหยุดยั้งได้ โดยเฉพาะเป้าหมายทางด้านผู้ใช้ทั่วโลกจำนวนมหาศาล โฮมเน็ตจึงเป็นงานที่นักพัฒนาต้องการให้เกิดขึ้น เพราะนั่นหมายถึงความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของเทคโนโลยี

คอมพิวเตอร์สำหรับผู้บริหาร

คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันได้ถูกนำมาใช้งานใหญ่ ๆ ในลักษณะต่าง ๆ ซี่งแบ่งได้ดังนี้ คือ
1. การวิจัย เช่น การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สังคมศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ เป็นต้นทั้งนี้เนื่องจากการคำนวณสามารถทำได้รวดเร็วมาก
2. การออกแบบ เช่น การออกแบบรถยนต็ ออกแบบบ้าน ออกแบบเครื่องมืออุปกรณ์ เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ออกแบบสามารถทดลองเปลี่ยนรูปแบบโดยการป้อนข้อมูลลักษณะต่าง ๆ เป็นจำนวนมากและสามารถจะให้รายละเอียดได้ดียิ่งขึ้น
3. ใช้ในสำนักงาน เช่น การพิมพ์จดหมาย การพิมพ์บทความ การเรียงพิมพ์การออกรายงานการจองตั๋วเครื่องบิน การธนาคาร การลงทะเบียน งานการเจ้าหน้าที่ การทำฏีกา การจ่ายเงืนเดือน การคุมวัสดุทำเวชระเบียน การช่วยในการตรวจโรค เป็นต้น
4. ใช้เพื่องานบริหาร ในการบริหารสิ่งที่สำคัญ คือ การติดตามผลงานการวิเคราะห์หน่วยงาน การวิเคราะห์ผู้บริหารเอง การวิเคราะห์ผู้บริหารเอง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้บริหารสมัยใหม่จำเป็นที่จะต้องกระทำอยู่ ตลอดเวลาแต่มนุษย์เรามักจะไม่ชอบให้คนอื่นมาติดตามผลงานเรา และเราไม่ชอบที่จะให้มีการวิเคาระห์การทำงานของตัวเองใน ลักษณะดังกล่าวนี้ คอมพิวเตอร์สามารถที่จะเข้ามาช่วยได้เป็นจำนวนมากถึงแม้ว่าจะช่วยเราไม่ได้หมดก็ตามถ้าเรามีการออกแบบ ระบบการใช้คอมพิวเตอร์ในข้อ 1 ถึง 3 ในหน่วยงานของเราเองให้เหมาะสมแล้ว ผู้บริหารสามารถที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการติดตามผลงาน และวิเคราะห์หน่วยงานได้โดยง่าย
เนื่องจากในปัจจุบันราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ถูกลง และมีความสามารถสูงขึ้น หน่วยงานต่างๆ จึงได้ มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้กันมากขึ้น
ถึงอย่างไรก็ตามการสร้างระบบดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย หรือ เรื่องง่าย ๆ จะต้องมีการเตรียมการ และการเลือกระบบเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับงานนั้น ๆจำเป็นต้องเริ่มคิดเพื่อเข้าสู่จุดหมายที่ต้องการ
อย่างไรก็ตามคอมพิวเตอร์ที่เข้ามาใช้นั้นจะเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยให้เราได้ข้อมูลต่าง ๆ และสามารถวิเคราะห์ใน รูปแบบต่าง ๆ ด้วยความรวดเร็วเท่านั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องนำเทคนิคของผู้บริหารเช้ามาช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งเราจะเห็นว่าในงานหลายประเภทของเราเนื่องจากการขาดข้อมูลที่จำเป็นทำให้การวางนโยบายการดำเนินการ การใช้ทรัพยากรไม่ได้ถูกนำมาแก้ปัญหาอย่างแท้จริง
คอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้โดยลักษณะงานที่สำคัญ คือ
1. Store Infomation เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมากโดยใช้เนื้อที่น้อย
2. Control Infomation เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเลือกข้อมูลให้ถูกกับงานนั้นๆข้อมูลบางประเภทที่ไม่ถูกจะไม่ยอมรับ
3. Retrieve Infomation เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแสดงข้อมูลที่เราต้องการได้อย่างรวดเร็วด้วยลักษณะการทำงาน ที่สำคัญ คือ
3.1 Sorting
ความสามารถจัดเรียงลำดับข้อมูลให้เรา
3.2 Searching
เลือกข้อมูลที่ต้องการ
3.3 Updating
การแก้ไขข้อมูลตรงข้อความที่ต้องการได้โดยง่าย
3.4 Calculation
การคำนวณต่าง ๆ ด้วยความเร็วสูง
3.5 Merging
การแทรกข้อมูลและข้อความ
4. Security เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเก็บข้อมูลในลักษณะที่มีความปลอดภัยที่ผู้อื่นไม่สามารถจะมาค้นหา ได้โดยง่าย แต่ทั้งนี้ต้องมีการเตรียมการที่ดี
เรานำคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อการควบคุมสารสนเทศให้ถูกต้อง และเป็นไปตามที่ต้องการ ถ้าเรามีวิธีการวางระบบ และใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ดีแล้วเราจะสามารถแก้ปัญหาที่สำคัญของเรา เช่น
1. ผู้บริหารไม่มีอำนาจในการบริหารอย่างแท้จริง
2. ผู้ที่อยู่ใต้บัคับบัญชามีอาวุโสกว่าทั้งวัยวุฒิ และคุณวุฒิ
3. เราจะประสบกับนิสัยบางประเภท เช่น
3.1 ผู้ไม่ยอมทำงานและไม่เห็นด้วยกับผู้บังคับบัญชาโดยตลอด แบ่งออกได้เป็น
3.1.1 ไม่ทำ ไม่ร่วมมือ
3.1.2 ไม่ทำและยังร่วมมือ
3.2 ผู้ที่คอยเฝ้าดูผู้อื่นทำผิด แต่ตนเองไม่ทำอะไร
3.3 ทำงานแต่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือทำแต่ไม่ทราบว่าขัดกับนโยบายของหน่วยงานหรือไม่
3.4 การทำงานจะทำเมื่อมีสิ่งล่อใจ
3.5 ประจบสอพลอ งานของตนเองทำหรือไม่ทำก็ไม่รู้แต่ว่าเราก็ยังชอบคนอย่างนี้
3.6 มีธุระหรืองานทำตลอดเวลา แต่ไม่เคยมีผลงาน
4. ทำอย่างไรจึงจะใช้ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็น และให้ถูกกับนิสัยของเขา
5. ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถวิเคราะห์หน่วยงานของเราว่ามีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าในการลงทุน
6. ทำอย่างไรเราถึงจะสามรถวิเคราะห์ตนเองได้
7. ติดด้วยระเบียบราชการ ระเบียบการเงิน
8. ทรัพยากรไม่พอกับงานที่จะทำ และคำว่าไม่พอนั้นมีความหมายความสำคัญเพียงใด
ขณะนี้เรายังไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้กันอย่างกว้างขวางแต่ถ้าเราพิจารณาเรื่องแนวทางการพัฒนา วิชาการทางสาขานี้แล้ว จะเห็นว่าเป็นไปได้อย่างมากที่เราสามารถนำมาใช้ได้ แต่ปัญหาที่เราต้องคำนึงถึง คือ เราเองจะต้องหาทางที่จะมีความรู้ในงานทางด้านนี้ รู้ว่าข้อมูลที่เราต้องการนั้นมีอะไรจะต้องมีการฝึกหัด และ วิเคราะห์ และหาแนวทาง หรือทฤษฏีเพื่อนำมาช่วยงานทางด้านบริหารของเราใหม่เพื่อที่เมื่อถึงเวลานั้น คอมพิวเตอร์จึงจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ทางการบริหารได้อย่างแท้จริง

คอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวัน

ประมาณปี พ.ศ. 2500 คอมพิวเตอร์มีอยู่ในโลกนี้ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องในระบบเมนเฟรม ซึ่งมีขนาดใหญ่และราคาแพง ส่วนมากจะใช้งานทางด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากนัก แต่ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้มีขนาดเล็กลง และ ราคาก็ไม่แพงนัก คนทั่วไปสามารถซื้อหามาใช้ได้เหมือนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยทั่วไป ในหน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและเอกชน ก็มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในหน่วยงานขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมีการใช้สูงขึ้น เหตุผลที่มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น คือ
1 . คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก เช่น เก็บข้อมูลงานทะเบียนราษฏฐ์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยซึ่งสามารถตรวจสอบประ วัติของบุคคลต่างๆได้ เป็นต้น
2 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้รวดเร็ว งานบางอย่างคอมพิวเตอร์จะทำได้ในพริบตาในขณะที่ถ้าให้คนทำอาจจะต้องใช้เวลานา น
3 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องหยุดพัก คือทำงานได้ตลอดเวลา ในขณะที่ยังต้องมีไฟฟ้าอยู่
4 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ถ้ามีการกำหนดโปรแกรมทำงานที่ถูกต้อง จะไม่มีการทำงานผิดพลาดขึ้นมา
5 .คอมพิวเตอร์สามารถทำงานแบบคนได้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ที่มีก๊าซพิษ กัมมันตภาพรังสี หรือในงานที่มีความเสี่ยงสูงในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานต่างๆ เช่น
1 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในสถานศึกษา ปัจจุบันตามสถานศึกษาต่างๆ ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนอย่างมากมาย รวมทั้งใช้คอมพิวเตอร์ในงานบริหารของโรงเรียน เช่น การจัดทำประวัตินักเรียน ประวัติครูอาจารย์ การคัดคะแนนสอบ การจัดทำตารางสอน ใช้คอมพิวเตอร์ ในงานห้องสมุด การจัดทำตารางสอ น เป็นต้น
ตัวอย่างในการประยุกต์ด้านการศึกษา เช่น โปรแกรมรายงานการลงทะเบียนเรียน โปรแกรมตรวจข้อสอบ เป็นต้น
2 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิศวกรรม คอมพิวเตอร์สามารถจะทำงานในด้านวิศวกรรมได้ตั้งแต่ขั้นตอนการลอกเขียนแบบ จนกระทั่งถึงการออกแบบโครงสร้างของสถาปัตยกรรมต่างๆ ต ลอดจน ช่วยคำนวณโครงสร้าง ช่วยในการวางแผน และควบคุมการสร้าง
3 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น เครื่องมือวิเคราะห์สารเคมี เครื่องมือการทดลองต่างๆ แม้กระทั่งการเดินทางของยานอวกาศต่างๆ การถ่ายพื้นผิวโลกบนดาวอังคาร เป็นต้น
4 . บทบาทคอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากมาย มีความรวดเร็ว และถูกต้อง ทำให้สามารถได้ข้อมูลที่ช่วยให้สามารถตัดสินใจในการ ดำเนินธุรกิจ ตลอดจนงานทางด้านเอกสารงานพิมพ์ต่างๆ เป็นต้น
5 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานธนาคาร ในแวดวงธนาคารนับได้ว่าคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทมากที่สุด เพราะธนาคารจะมีการนำข้อมูล <> เป็นประจะทุกวัน การหาอัตราดอกเบี้ยต่างๆ นอกจากนี้การใช้บริการ ATM ซึ่งลูกค้าสามารถฝากถอนเงินได้จากเครื่องอัตโนมัติ ซึ่งมำให้สะดวกแก่ผู้ใช้บริการเป็น<>อย่างยิ่ง และเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน
6 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในร้านค้าปลีก ปัจจุบันเห็นได้ว่า ได้มีธุรกิจร้านค้าปลีกหรือที่เรียกว่า " เฟรนไซน์" เป็นจำนวนมาก ได้มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการ ให้บริการลูกค้า เช่น ให้บริการชำระ ค่าน้ำ - ไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น จะเห็นได้ว่ามีการ online ระหว่างร้านค้าเหล่านั้นกับหน่วยงานนั้นๆ เพื่อสามารถตัดยอดบัญชีได้ เป็นต้น
7 . บทบาทคอมพิวเตอร์ในวงการแพทย์ คอมพิวเตอร์ได้ถูกนำมาใช้ในการเก็บประวัติของคนไข้ ควบคุมการรับ และจ่ายยา ตลอดจนยังอยู่ในอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ เช่น เครื่องมือผ่าตัด บันทึกการเต้นของหัวใจ ตรวจคลื่นสมอง และด้านการหาตำแหน่งของอวัยวะก่อนการผ่าตัด เป็นต้น
8 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในการคมนาคม และการสื่อสาร ในการสื่อสาร ในยุคปัจจุบัน เราเรียกว่าเป็นยุคที่เป็นการสื่อสารแบบไร้พรมแดน จะเห็นได้ว่ามีการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ในเคร ือข่ายสาธาระณะที่เรียกว่า เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถที่จะสื่อสารกับทุกคนได้ทั่วมุมโลก โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์นี้ และยังมีโปรแกรม<>ที่สามารถจะใช้ในการพูดคุยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยกันใช้คุยกัน หรือจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์สื่อสารกับเครื่องโทรศัพท์ที่บ ้านหรือที่ทำงาน หรือแม้กระทั่งการส่ง pager ในปัจจุบันสามารถส่งทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องลูกได้ เป็นต้น สำหรับการใช้คอมพิวเตอร์ในทางโทรคมนาคมจะเห็นว่าปัจจุบันการจองตั๋วเครื่องบินจะมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นจำนวนมาก รวมถึงการจองตั๋วผ่านทาง Internet ด้วยตนเอง เห็นได้ว่าเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้บริการ และนอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายของสายการบินทั่วโลก ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกจองได้ตามสายการบินต่างๆ เป็นต้น
ตัวอย่าง การตรวจสอบราคาค่าโดยสารและเวลาของแต่ละเที่ยวบินผ่านทาง internet
9 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานด้านอุตสาหกรรม ในวงการอุตสาหกรรมนับได้ว่าคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก ตั้งแต่การวางแผนการผลิต กำหนดเวลาการผลิต จนกระทั่งถึงการผลิตสินค้า ควบคุมระบบ การผลิตทั้งหมด ในรายงานทางอุตสาหกรรมได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการควบคุมการ ทำงานของเครื่องจักร เช่น การเจาะ ตัด ไส กลึง เป็นต้น ตลอดจนโรงงานผลิตรถยนต์ ก็จะใช้ หุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ในการทาสี พ่นสี รวมถึงการประกอบนรถยนต์ เป็นต้น
10 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในวงราชการ คอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้ในงานทะเบียนราษฏร์ ช่วยในการนับคะแนนการ เลือกตั้ง และการประกาศผลเลือกตั้ง การคิดภาษีอากร การเก็บข้อมูล สถิติสัมมโนประชากร การเก็บเงินค่าไฟฟ้า น้ำประปา ค่าใช้โทรศัพท์ เป็นต้น

ไอทีกับแน้วโน้มของโลก

จอห์น ไนซ์บิตต์ ผู้พยากรณ์สังคมได้เขียนหนังสือเรื่อง Megatrends 2000 โดยกล่าวถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงใหม่ทางสังคมโลก เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้การกระจายข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีลักษณะการกระจายแบบทุกทิศทาง และมีระบบตอบสนองอย่างรวดเร็ว และยังสื่อสารแบบสองทิศทาง ด้วยเหตุนี้ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมจึงแตกต่างจากในอดีตมาก ดังจะเห็นได้จากวิกฤตการณ์ทางด้านเศรษฐกิจจากประเทศหนึ่งมีผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ผลของความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายด้าน แนวโน้มที่สำคัญที่เกิดจากเทคโนโลยีที่สำคัญและเป็นที่กล่าวถึงกันมาก มีหลายประการ
เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศ สภาพของสังคมโลกได้เปลี่ยนแปลงมาแล้วสองครั้ง จากสังคมความเป็นอยู่แบบเร่ร่อนมาเป็นสังคมเกษตรที่รู้จักกับการเพาะปลูกและสร้างผลิตผลทางการเกษตรทำให้มีการสร้างบ้านเรือนเป็นหลักแหล่ง ต่อมามีความจำเป็นต้องผลิตสินค้าให้ได้ปริมาณมากและต้นทุนถูก จึงต้องหันมาผลิตแบบอุตสาหกรรม ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงมาเป็นสังคมเมือง มีการรวมกลุ่มอยู่อาศัยเป็นเมือง มีอุตสาหกรรมเป็นฐานการผลิต สังคมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน และกำลังจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมสารสนเทศ ปัจจุบันคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารมีบทบาทมากขึ้น มีการใช้เครือข่าย เช่นอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงการทำงานต่าง ๆ การดำเนินธุรกิจใช้สารสนเทศอย่างกว้างขวาง เกิดคำใหม่ว่า ไซเบอร์สเปซ มีการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในไซเบอร์สเปซ เช่น การพูดคุย การซื้อสินค้าและบริการ การทำงานผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดสภาพที่เสมือนจริงมากมาย เช่นห้องสมุดเสมือนจริง ห้องเรียนเสมือนจริง ที่ทำงานเสมือนจริง ฯลฯ
เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีแบบสุนทรียสัมผัสและตอบสนองตามความต้องการ การใช้เทคโนโลยีปัจจุบันเป็นแบบบังคับ เช่น การดูโทรทัศน์ วิทยุ เมื่อเราเปิดเครื่องรับโทรทัศน์ เราไม่สามารถเลือกตามความต้องการได้ ถ้าสถานีส่งสัญญาณใดมา เราก็จะต้องชม ดังนั้นเมื่อเปิดวิทยุจะมีเสียงดังขึ้นทันที หากไม่พอใจก็ทำได้เพียงเลือกสถานีใหม่ แนวโน้มจากนี้ไปจะมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เรียกว่า on demand เราจะมี TV on demand มีวิทยุแบบตามความต้องการ เช่น เมื่อต้องการชมภาพยนตร์เรื่องใดก็เลือกชม และดูได้ตั้งแต่ต้นรายการ หากจะศึกษาหรือเรียนรู้ก็มี education on demand คือสามารถเลือกเรียนตามต้องการได้ การตอบสนองตามความต้องการ เป็นหนทางที่เป็นไปได้ เพราะเทคโนโลยีมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าจนสามารถนำระบบสื่อสารมาตอบสนองตามความต้องการของมนุษย์ได้
เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดสภาพทางการทำงานแบบทุกสถานที่และทุกเวลา เมื่อการสื่อสารแบบสองทางก้าวหน้าและแพร่หลายขึ้น การโต้ตอบผ่านเครือข่ายทำให้เสมือนมีปฏิสัมพันธ์ได้จริง เรามีระบบ วีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ระบบประชุมบนเครือข่าย มีระบบ Tele-education มีระบบการค้าบนเครือข่าย ลักษณะของการดำเนินธุรกิจเหล่านี้ทำให้ขยายขอบเขตการทำงาน หรือดำเนินกิจกรรมไปทุกหนทุกแห่ง และดำเนินการได้ตลอด 24 ชั่วโมง เราจะเห็นจากตัวอย่างที่มีมานานแล้ว เช่น ระบบเอทีเอ็ม ทำให้การเบิกจ่ายได้เกือบตลอดเวลา และกระจายไปใกล้ตัวผู้รับบริการมากขึ้น แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น การบริการจะกระจายมากยิ่งขึ้นจนถึงที่บ้าน ในอนาคตสังคมการทำงานจะกระจายจนงานบางงานอาจนั่งทำที่บ้านหรือที่ใดก็ได้ และเวลาใดก็ได้
เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลก ความเกี่ยวโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์ ระบบเศรษฐกิจซึ่งแต่เดิมมีขอบเขตจำกัดภายในประเทศ ก็กระจายเป็นเศรษฐกิจโลก ทั่วโลกจะมีกระแสการหมุนเวียนแลกเปลี่ยนสินค้าบริการอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เทคโนโลยีสารสนเทศมีส่วนเอื้ออำนวยให้การดำเนินการมีขอบเขตกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ระบบเศรษฐกิจของโลกจึงผูกพันกับทุกประเทศ และเชื่อมโยงกันแนบแน่นขึ้น
เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน หน่วยงานภายในเป็นแบบเครือข่ายมากขึ้น แต่เดิมการจัดองค์กรมีการวางเป็นลำดับขั้น มีสายการบังคับบัญชาจากบนลงล่าง แต่เมื่อการสื่อสารแบบสองทางและการกระจายข่าวสารดีขึ้น มีการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในองค์กรผูกพันกันเป็นกลุ่มงาน มีการเพิ่มคุณค่าขององค์กรด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดโครงสร้างขององค์กรจึงปรับเปลี่ยนจากเดิม และมีแนวโน้มที่จะสร้างองค์กรเป็นเครือข่ายที่มีลักษณะการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจจะมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย สถานะภาพขององค์กรจึงต้องแปรเปลี่ยนไปตามกระแสของเทคโนโลยี เพราะการดำเนินธุรกิจต้องใช้ระบบสื่อสารที่มีความรวดเร็วเท่ากับแสง ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว
เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดำเนินการระยะยาวขึ้น อีกทั้งยังทำให้วิถีการตัดสินใจ หรือเลือกทางเลือกได้ละเอียดขึ้น แต่เดิมการตัดสินปัญหาอาจมีหนทางให้เลือกได้น้อย เช่น มีคำตอบเดียว ใช่ และ ไม่ใช่ แต่ด้วยข้อมูลข่าวสารที่สนับสนุนการตัดสินใจ ทำให้วิถีความคิดในการตัดสินปัญหาเปลี่ยนไป ผู้ตัดสินใจมีทางเลือกได้มากขึ้น มีความละเอียดอ่อนในการตัดสินปัญหาได้ดีขึ้น
เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีเดียวที่มีบทบาทที่สำคัญในทุกวงการ ดังนั้นจึงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองได้อย่างมาก ลองนึกดูว่าขณะนี้เราสามารถชมข่าว ชมรายการทีวี ที่ส่งกระจายผ่านดาวเทียมของประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลก เราสามารถรับรู้ข่าวสารได้ทันทีเราใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการสื่อสารระหว่างกัน และติดต่อกับคนได้ทั่วโลก จึงเป็นที่แน่ชัดว่าแนวโน้มการเปลี่ยน

Modified by Blogger Tutorial

ความรู้ทั่วไปด้าน IT ©Template Nice Blue. Modified by Indian Monsters. Original created by http://ourblogtemplates.com

TOP