วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในบ้าน

คำว่าเครือข่ายภายในบ้าน หรือ "โฮมเน็ต" เป็นคำที่บิลเกต ได้วาดความฝันไว้ และชี้ให้เห็นว่าภายในบ้านควรจะต้องมีเครือข่ายคอมพิวเตอร์เชื่อมโยงอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และใช้ประโยชน์ในลักษณะการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ แบบอัตโนมัติมากขึ้น อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีโฮมเน็ตได้รับการพัฒนา จากอดีตอย่างช้า ๆ โดยเน้นการนำมาใช้เปิดปิดสวิตซ์ไฟและอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งยังไม่เป็นที่นิยมในยุคแรก
ปัจจุบันเป็นจุดหักที่สำคัญ จากการคาดคะเนของบริษัทชั้นนำ เช่น ไอบีเอ็ม อินเทล คอมแพค หรือบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ที่สำคัญหลายบริษัทต่างลงความเห็นว่า ในปี ค.ศ. 1999 นี้ เป็นปีเริ่มต้นของโฮมเน็ต จากการคาดคะเนของบริษัทสำรวจข้อมูล Parks Associatesd คาดคะเนว่า ในปีนี้จะมียอดการขายโฮมเน็ต ในสหรัฐเริ่มจาก 75 ล้านเหรียญ และจะเพิ่มเป็นประมาณ 200 ล้านเหรียญ ในปี 2001 และหลังจากนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การที่เทคโนโลยีโฮมเน็ตถึงจุดเริ่มต้น เพราะการพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำได้ดี มีราคาถูก ประกอบกับซีพียูที่แทรกตัวอยู่ในอุปกรณ์ และการใช้งานได้แพร่หลาย โดยเฉพาะหลายบ้านเริ่มสนใจที่เชื่อมโยงเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ความต้องการใช้พีซีในบ้านจึงสูงขึ้น บริษัทดาต้าเควสได้ให้ข้อมูลสำรวจบ้านในสหรัฐอเมริกา พบว่าในปี 1997 มีบ้านจำนวน 12.3 ล้านหลัง ที่มีพีซีมากกว่าหนึ่งเครื่อง และจะมีเพิ่มเป็น 20.1 ล้านหลัง ที่มีพีซีมากกว่าหนึ่งเครื่องในปี 2000 เมื่อเป็นเช่นนี้ การใช้พีซีอย่างเดียวในบ้านก็มีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมเข้าหากัน และที่สำคัญคือการเชื่อมโฮมเน็ตกับอินเตอร์เน็ตเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการดำเนินการ โฮมเน็ตยังต่อเชื่อมเพื่อเรียกสัญญาณมัลติมีเดียผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะในเรื่องของสัญญาณเสียง เช่น mp3 หรือการเปิดวิทยุ และสัญญาณวิดิโอ นั่นคือ โฮมเน็ตจำเป็นต้องเปิดเกตเวย์เข้าสู่ระบบทีวี ระบบโทรศัพท์ และโทรสาร ตลอดจนระบบการรับบริการทางด้านอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น ปัจจุบันแนวโน้มสำคัญที่ทำให้เกิดโฮมเน็ตคือ การเพิ่มขีดความสามารถของการใช้ช่องสัญญาณเข้าสู่บ้านสูงขึ้น ปัจจุบันเราใช้โมเด็มขนาด 56 กิโลบิต เพื่อต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต แต่เทคโนโลยีใหม่เช่น เคเบิ้ล โมเด็ม สามารถให้ความเร็วได้ถึง 1.56 เมกะบิต หรือ 2 เมกะบิตต่อวินาที และยังมีแนวโน้มที่จะใช้เส้นใยแก้วนำแสง
กุญแจที่จะไขไปสู่ความสำเร็จยังอยู่ที่ความง่ายของการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในบ้าน การติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงซอฟต์แวร์ที่จะต้องพัฒนาให้รองรับการใช้งาน หลายบริษัทซึ่งเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ได้เริ่มพัฒนาซอฟต์แวร์กันบ้างแล้ว และมีแนวโน้มที่จะมีผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับโฮมเน็ตออกขายอย่างมากในปีหน้า
โมเดลของโฮมเน็ต เทคโนโลยีที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับโฮมเน็ตยังคงเกี่ยวข้องกับสายโทรศัพท์ และเครือข่ายบริการสาธารณะต่าง ๆ ในประการแรกต้องทำให้ขีดความสามารถของสายสัญญาณรองรับสัญญาณแถบกว้างได้สูงขึ้น สิ่งนี้ค่อนข้างจะเป็นไปได้ เพราะมีเทคโนโลยีหลายรูปแบบที่จะนำ มาใช้
เครือข่ายภายในบ้านเองก็ได้รับการพัฒนาด้วย มีทั้งการสร้างอุปกรณ์ฮัพราคาถูก เพื่อให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ต่อเชื่อมได้ง่าย การต่อเชื่อมย่อมต้องสร้างมาตรฐาน โดยเฉพาะระบบการ ติดตั้งที่เรียบง่าย แบบปลั้กแอนเพลย์ มาตรฐานการเชื่อมโยงยังครอบคลุมไปถึงแบบที่ใช้สายและไม่ใช้สาย (wireless) เครือข่ายที่ไม่ใช้สายในปัจจุบันให้ความเร็วได้ที่ 1 ถึง 4 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งก็พอเพียงกับการใช้งาน ยังมีการนำเอาเทคโนโลยีที่ส่งสัญญาณแบบอินฟราเรด โดยสามารถส่งสัญญาณไปรอบ ๆ ได้ระยะทางหลายสิบฟุต บางบริษัทเริ่มพัฒนาให้ส่งสัญญาณข้อมูลเข้าไปในสายไฟฟ้ากำลัง เพื่อลดข้อยุ่งยากในการเดินสายสัญญาณ เทคโนโลยีเครือข่ายในบ้านจึงเป็นแบบลูกผสมที่หลายบริษัทได้เสนอแนวคิด และรูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เมื่อเป็นเช่นนี้การทำให้เข้ากันได้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง มาตรฐานของโฮมเน็ตจึงต้องได้รับการกำหนด ปัจจุบันจึงมีการวางกลุ่มผู้ผลิตที่จะร่วมกันเป็นกรรมการสร้างมาตรฐานต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เช่น HomeAPI เป็นคณะทำงานที่จะพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ให้เชื่อมต่อเข้าหากันได้ โดยเฉพาะถ้ามีการใช้ซอฟต์แวร์ร่วมกันในงานการควบคุมอุปกรณ์ งานเฝ้าดู (monitor) และตรวจสอบ ตลอดถึงงานการประยุกต์ คณะทำงานนี้จะต้องสร้างมาตรฐานที่จะนำไปใช้ในระบบโอเอสรุ่นใหม่ ยังมีกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น และยุโรป ที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้ร่วมกันสร้างคณะกรรมการที่ชื่อ HAVi เป้าหมายที่สำคัญคือการสร้างระบบเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าให้ได้มาตรฐาน มีการเสนอโครงสร้างการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ รูปแบบโปรโตคอลที่จะผ่านการส่งสัญญาณไปในบัสแบบอนุกรม เป็นต้น
ผู้ที่ใช้พีซีคงคุ้นเคยกับคำว่า ปลั้กแอนเพลย์ มาตรฐานนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีการขยายความออกไป มีการสร้างระบบที่จะใช้งานให้ได้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะการที่จะนำพีซีต่อเชื่อมกับอุปกรณ์อย่างอื่น รวมถึงการรับส่งสัญญาณระหว่างกัน กลุ่มจาวาก็ไม่น้อยหน้า พยายามผลักดัน JVM - Java Virtual Machine เพื่อใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะทำงานร่วมกัน การใช้เทคโนโลยีจาวาทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกเครื่องทำหน้าที่เสมือนเป็นคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องที่พูดคุยกันได้ด้วยภาษาจาวา เมื่อเป็น เช่นนี้ แม้แต่สวิตซ์ไฟฟ้าที่ติดอยู่ที่ฝาผนัง ก็มีชิ้นส่วนของจาวายังอยู่ และทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ รักษามท้าทายย่อมมีอุปสรรค สิ่งที่สำคัญที่จะต้องเอาชนะให้ได้เพื่อให้โฮมเน็ตเป็นที่เชื่อถือ คือระบบการรักษาความปลอดภัยของระบบ ทั้งนี้เพราะโฮมเน็ต ต่อเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตสากล การบุกรุกของผู้แปลกปลอมย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาที่ท้าทายอย่างยิ่ง
การพัฒนาเทคโนโลยีคงเดินต่อไป และยากที่จะหยุดยั้งได้ โดยเฉพาะเป้าหมายทางด้านผู้ใช้ทั่วโลกจำนวนมหาศาล โฮมเน็ตจึงเป็นงานที่นักพัฒนาต้องการให้เกิดขึ้น เพราะนั่นหมายถึงความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของเทคโนโลยี

คอมพิวเตอร์สำหรับผู้บริหาร

คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันได้ถูกนำมาใช้งานใหญ่ ๆ ในลักษณะต่าง ๆ ซี่งแบ่งได้ดังนี้ คือ
1. การวิจัย เช่น การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สังคมศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ เป็นต้นทั้งนี้เนื่องจากการคำนวณสามารถทำได้รวดเร็วมาก
2. การออกแบบ เช่น การออกแบบรถยนต็ ออกแบบบ้าน ออกแบบเครื่องมืออุปกรณ์ เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ออกแบบสามารถทดลองเปลี่ยนรูปแบบโดยการป้อนข้อมูลลักษณะต่าง ๆ เป็นจำนวนมากและสามารถจะให้รายละเอียดได้ดียิ่งขึ้น
3. ใช้ในสำนักงาน เช่น การพิมพ์จดหมาย การพิมพ์บทความ การเรียงพิมพ์การออกรายงานการจองตั๋วเครื่องบิน การธนาคาร การลงทะเบียน งานการเจ้าหน้าที่ การทำฏีกา การจ่ายเงืนเดือน การคุมวัสดุทำเวชระเบียน การช่วยในการตรวจโรค เป็นต้น
4. ใช้เพื่องานบริหาร ในการบริหารสิ่งที่สำคัญ คือ การติดตามผลงานการวิเคราะห์หน่วยงาน การวิเคราะห์ผู้บริหารเอง การวิเคราะห์ผู้บริหารเอง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้บริหารสมัยใหม่จำเป็นที่จะต้องกระทำอยู่ ตลอดเวลาแต่มนุษย์เรามักจะไม่ชอบให้คนอื่นมาติดตามผลงานเรา และเราไม่ชอบที่จะให้มีการวิเคาระห์การทำงานของตัวเองใน ลักษณะดังกล่าวนี้ คอมพิวเตอร์สามารถที่จะเข้ามาช่วยได้เป็นจำนวนมากถึงแม้ว่าจะช่วยเราไม่ได้หมดก็ตามถ้าเรามีการออกแบบ ระบบการใช้คอมพิวเตอร์ในข้อ 1 ถึง 3 ในหน่วยงานของเราเองให้เหมาะสมแล้ว ผู้บริหารสามารถที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการติดตามผลงาน และวิเคราะห์หน่วยงานได้โดยง่าย
เนื่องจากในปัจจุบันราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ถูกลง และมีความสามารถสูงขึ้น หน่วยงานต่างๆ จึงได้ มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้กันมากขึ้น
ถึงอย่างไรก็ตามการสร้างระบบดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย หรือ เรื่องง่าย ๆ จะต้องมีการเตรียมการ และการเลือกระบบเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับงานนั้น ๆจำเป็นต้องเริ่มคิดเพื่อเข้าสู่จุดหมายที่ต้องการ
อย่างไรก็ตามคอมพิวเตอร์ที่เข้ามาใช้นั้นจะเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยให้เราได้ข้อมูลต่าง ๆ และสามารถวิเคราะห์ใน รูปแบบต่าง ๆ ด้วยความรวดเร็วเท่านั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องนำเทคนิคของผู้บริหารเช้ามาช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งเราจะเห็นว่าในงานหลายประเภทของเราเนื่องจากการขาดข้อมูลที่จำเป็นทำให้การวางนโยบายการดำเนินการ การใช้ทรัพยากรไม่ได้ถูกนำมาแก้ปัญหาอย่างแท้จริง
คอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้โดยลักษณะงานที่สำคัญ คือ
1. Store Infomation เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมากโดยใช้เนื้อที่น้อย
2. Control Infomation เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเลือกข้อมูลให้ถูกกับงานนั้นๆข้อมูลบางประเภทที่ไม่ถูกจะไม่ยอมรับ
3. Retrieve Infomation เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแสดงข้อมูลที่เราต้องการได้อย่างรวดเร็วด้วยลักษณะการทำงาน ที่สำคัญ คือ
3.1 Sorting
ความสามารถจัดเรียงลำดับข้อมูลให้เรา
3.2 Searching
เลือกข้อมูลที่ต้องการ
3.3 Updating
การแก้ไขข้อมูลตรงข้อความที่ต้องการได้โดยง่าย
3.4 Calculation
การคำนวณต่าง ๆ ด้วยความเร็วสูง
3.5 Merging
การแทรกข้อมูลและข้อความ
4. Security เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเก็บข้อมูลในลักษณะที่มีความปลอดภัยที่ผู้อื่นไม่สามารถจะมาค้นหา ได้โดยง่าย แต่ทั้งนี้ต้องมีการเตรียมการที่ดี
เรานำคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อการควบคุมสารสนเทศให้ถูกต้อง และเป็นไปตามที่ต้องการ ถ้าเรามีวิธีการวางระบบ และใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ดีแล้วเราจะสามารถแก้ปัญหาที่สำคัญของเรา เช่น
1. ผู้บริหารไม่มีอำนาจในการบริหารอย่างแท้จริง
2. ผู้ที่อยู่ใต้บัคับบัญชามีอาวุโสกว่าทั้งวัยวุฒิ และคุณวุฒิ
3. เราจะประสบกับนิสัยบางประเภท เช่น
3.1 ผู้ไม่ยอมทำงานและไม่เห็นด้วยกับผู้บังคับบัญชาโดยตลอด แบ่งออกได้เป็น
3.1.1 ไม่ทำ ไม่ร่วมมือ
3.1.2 ไม่ทำและยังร่วมมือ
3.2 ผู้ที่คอยเฝ้าดูผู้อื่นทำผิด แต่ตนเองไม่ทำอะไร
3.3 ทำงานแต่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือทำแต่ไม่ทราบว่าขัดกับนโยบายของหน่วยงานหรือไม่
3.4 การทำงานจะทำเมื่อมีสิ่งล่อใจ
3.5 ประจบสอพลอ งานของตนเองทำหรือไม่ทำก็ไม่รู้แต่ว่าเราก็ยังชอบคนอย่างนี้
3.6 มีธุระหรืองานทำตลอดเวลา แต่ไม่เคยมีผลงาน
4. ทำอย่างไรจึงจะใช้ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็น และให้ถูกกับนิสัยของเขา
5. ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถวิเคราะห์หน่วยงานของเราว่ามีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าในการลงทุน
6. ทำอย่างไรเราถึงจะสามรถวิเคราะห์ตนเองได้
7. ติดด้วยระเบียบราชการ ระเบียบการเงิน
8. ทรัพยากรไม่พอกับงานที่จะทำ และคำว่าไม่พอนั้นมีความหมายความสำคัญเพียงใด
ขณะนี้เรายังไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้กันอย่างกว้างขวางแต่ถ้าเราพิจารณาเรื่องแนวทางการพัฒนา วิชาการทางสาขานี้แล้ว จะเห็นว่าเป็นไปได้อย่างมากที่เราสามารถนำมาใช้ได้ แต่ปัญหาที่เราต้องคำนึงถึง คือ เราเองจะต้องหาทางที่จะมีความรู้ในงานทางด้านนี้ รู้ว่าข้อมูลที่เราต้องการนั้นมีอะไรจะต้องมีการฝึกหัด และ วิเคราะห์ และหาแนวทาง หรือทฤษฏีเพื่อนำมาช่วยงานทางด้านบริหารของเราใหม่เพื่อที่เมื่อถึงเวลานั้น คอมพิวเตอร์จึงจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ทางการบริหารได้อย่างแท้จริง

คอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวัน

ประมาณปี พ.ศ. 2500 คอมพิวเตอร์มีอยู่ในโลกนี้ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องในระบบเมนเฟรม ซึ่งมีขนาดใหญ่และราคาแพง ส่วนมากจะใช้งานทางด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากนัก แต่ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้มีขนาดเล็กลง และ ราคาก็ไม่แพงนัก คนทั่วไปสามารถซื้อหามาใช้ได้เหมือนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยทั่วไป ในหน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและเอกชน ก็มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในหน่วยงานขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมีการใช้สูงขึ้น เหตุผลที่มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น คือ
1 . คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก เช่น เก็บข้อมูลงานทะเบียนราษฏฐ์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยซึ่งสามารถตรวจสอบประ วัติของบุคคลต่างๆได้ เป็นต้น
2 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้รวดเร็ว งานบางอย่างคอมพิวเตอร์จะทำได้ในพริบตาในขณะที่ถ้าให้คนทำอาจจะต้องใช้เวลานา น
3 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องหยุดพัก คือทำงานได้ตลอดเวลา ในขณะที่ยังต้องมีไฟฟ้าอยู่
4 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ถ้ามีการกำหนดโปรแกรมทำงานที่ถูกต้อง จะไม่มีการทำงานผิดพลาดขึ้นมา
5 .คอมพิวเตอร์สามารถทำงานแบบคนได้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ที่มีก๊าซพิษ กัมมันตภาพรังสี หรือในงานที่มีความเสี่ยงสูงในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานต่างๆ เช่น
1 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในสถานศึกษา ปัจจุบันตามสถานศึกษาต่างๆ ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนอย่างมากมาย รวมทั้งใช้คอมพิวเตอร์ในงานบริหารของโรงเรียน เช่น การจัดทำประวัตินักเรียน ประวัติครูอาจารย์ การคัดคะแนนสอบ การจัดทำตารางสอน ใช้คอมพิวเตอร์ ในงานห้องสมุด การจัดทำตารางสอ น เป็นต้น
ตัวอย่างในการประยุกต์ด้านการศึกษา เช่น โปรแกรมรายงานการลงทะเบียนเรียน โปรแกรมตรวจข้อสอบ เป็นต้น
2 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิศวกรรม คอมพิวเตอร์สามารถจะทำงานในด้านวิศวกรรมได้ตั้งแต่ขั้นตอนการลอกเขียนแบบ จนกระทั่งถึงการออกแบบโครงสร้างของสถาปัตยกรรมต่างๆ ต ลอดจน ช่วยคำนวณโครงสร้าง ช่วยในการวางแผน และควบคุมการสร้าง
3 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น เครื่องมือวิเคราะห์สารเคมี เครื่องมือการทดลองต่างๆ แม้กระทั่งการเดินทางของยานอวกาศต่างๆ การถ่ายพื้นผิวโลกบนดาวอังคาร เป็นต้น
4 . บทบาทคอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากมาย มีความรวดเร็ว และถูกต้อง ทำให้สามารถได้ข้อมูลที่ช่วยให้สามารถตัดสินใจในการ ดำเนินธุรกิจ ตลอดจนงานทางด้านเอกสารงานพิมพ์ต่างๆ เป็นต้น
5 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานธนาคาร ในแวดวงธนาคารนับได้ว่าคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทมากที่สุด เพราะธนาคารจะมีการนำข้อมูล <> เป็นประจะทุกวัน การหาอัตราดอกเบี้ยต่างๆ นอกจากนี้การใช้บริการ ATM ซึ่งลูกค้าสามารถฝากถอนเงินได้จากเครื่องอัตโนมัติ ซึ่งมำให้สะดวกแก่ผู้ใช้บริการเป็น<>อย่างยิ่ง และเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน
6 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในร้านค้าปลีก ปัจจุบันเห็นได้ว่า ได้มีธุรกิจร้านค้าปลีกหรือที่เรียกว่า " เฟรนไซน์" เป็นจำนวนมาก ได้มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการ ให้บริการลูกค้า เช่น ให้บริการชำระ ค่าน้ำ - ไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น จะเห็นได้ว่ามีการ online ระหว่างร้านค้าเหล่านั้นกับหน่วยงานนั้นๆ เพื่อสามารถตัดยอดบัญชีได้ เป็นต้น
7 . บทบาทคอมพิวเตอร์ในวงการแพทย์ คอมพิวเตอร์ได้ถูกนำมาใช้ในการเก็บประวัติของคนไข้ ควบคุมการรับ และจ่ายยา ตลอดจนยังอยู่ในอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ เช่น เครื่องมือผ่าตัด บันทึกการเต้นของหัวใจ ตรวจคลื่นสมอง และด้านการหาตำแหน่งของอวัยวะก่อนการผ่าตัด เป็นต้น
8 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในการคมนาคม และการสื่อสาร ในการสื่อสาร ในยุคปัจจุบัน เราเรียกว่าเป็นยุคที่เป็นการสื่อสารแบบไร้พรมแดน จะเห็นได้ว่ามีการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ในเคร ือข่ายสาธาระณะที่เรียกว่า เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถที่จะสื่อสารกับทุกคนได้ทั่วมุมโลก โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์นี้ และยังมีโปรแกรม<>ที่สามารถจะใช้ในการพูดคุยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยกันใช้คุยกัน หรือจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์สื่อสารกับเครื่องโทรศัพท์ที่บ ้านหรือที่ทำงาน หรือแม้กระทั่งการส่ง pager ในปัจจุบันสามารถส่งทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องลูกได้ เป็นต้น สำหรับการใช้คอมพิวเตอร์ในทางโทรคมนาคมจะเห็นว่าปัจจุบันการจองตั๋วเครื่องบินจะมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นจำนวนมาก รวมถึงการจองตั๋วผ่านทาง Internet ด้วยตนเอง เห็นได้ว่าเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้บริการ และนอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายของสายการบินทั่วโลก ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกจองได้ตามสายการบินต่างๆ เป็นต้น
ตัวอย่าง การตรวจสอบราคาค่าโดยสารและเวลาของแต่ละเที่ยวบินผ่านทาง internet
9 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานด้านอุตสาหกรรม ในวงการอุตสาหกรรมนับได้ว่าคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก ตั้งแต่การวางแผนการผลิต กำหนดเวลาการผลิต จนกระทั่งถึงการผลิตสินค้า ควบคุมระบบ การผลิตทั้งหมด ในรายงานทางอุตสาหกรรมได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการควบคุมการ ทำงานของเครื่องจักร เช่น การเจาะ ตัด ไส กลึง เป็นต้น ตลอดจนโรงงานผลิตรถยนต์ ก็จะใช้ หุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ในการทาสี พ่นสี รวมถึงการประกอบนรถยนต์ เป็นต้น
10 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในวงราชการ คอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้ในงานทะเบียนราษฏร์ ช่วยในการนับคะแนนการ เลือกตั้ง และการประกาศผลเลือกตั้ง การคิดภาษีอากร การเก็บข้อมูล สถิติสัมมโนประชากร การเก็บเงินค่าไฟฟ้า น้ำประปา ค่าใช้โทรศัพท์ เป็นต้น

ไอทีกับแน้วโน้มของโลก

จอห์น ไนซ์บิตต์ ผู้พยากรณ์สังคมได้เขียนหนังสือเรื่อง Megatrends 2000 โดยกล่าวถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงใหม่ทางสังคมโลก เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้การกระจายข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีลักษณะการกระจายแบบทุกทิศทาง และมีระบบตอบสนองอย่างรวดเร็ว และยังสื่อสารแบบสองทิศทาง ด้วยเหตุนี้ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมจึงแตกต่างจากในอดีตมาก ดังจะเห็นได้จากวิกฤตการณ์ทางด้านเศรษฐกิจจากประเทศหนึ่งมีผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ผลของความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายด้าน แนวโน้มที่สำคัญที่เกิดจากเทคโนโลยีที่สำคัญและเป็นที่กล่าวถึงกันมาก มีหลายประการ
เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศ สภาพของสังคมโลกได้เปลี่ยนแปลงมาแล้วสองครั้ง จากสังคมความเป็นอยู่แบบเร่ร่อนมาเป็นสังคมเกษตรที่รู้จักกับการเพาะปลูกและสร้างผลิตผลทางการเกษตรทำให้มีการสร้างบ้านเรือนเป็นหลักแหล่ง ต่อมามีความจำเป็นต้องผลิตสินค้าให้ได้ปริมาณมากและต้นทุนถูก จึงต้องหันมาผลิตแบบอุตสาหกรรม ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงมาเป็นสังคมเมือง มีการรวมกลุ่มอยู่อาศัยเป็นเมือง มีอุตสาหกรรมเป็นฐานการผลิต สังคมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน และกำลังจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมสารสนเทศ ปัจจุบันคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารมีบทบาทมากขึ้น มีการใช้เครือข่าย เช่นอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงการทำงานต่าง ๆ การดำเนินธุรกิจใช้สารสนเทศอย่างกว้างขวาง เกิดคำใหม่ว่า ไซเบอร์สเปซ มีการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในไซเบอร์สเปซ เช่น การพูดคุย การซื้อสินค้าและบริการ การทำงานผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดสภาพที่เสมือนจริงมากมาย เช่นห้องสมุดเสมือนจริง ห้องเรียนเสมือนจริง ที่ทำงานเสมือนจริง ฯลฯ
เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีแบบสุนทรียสัมผัสและตอบสนองตามความต้องการ การใช้เทคโนโลยีปัจจุบันเป็นแบบบังคับ เช่น การดูโทรทัศน์ วิทยุ เมื่อเราเปิดเครื่องรับโทรทัศน์ เราไม่สามารถเลือกตามความต้องการได้ ถ้าสถานีส่งสัญญาณใดมา เราก็จะต้องชม ดังนั้นเมื่อเปิดวิทยุจะมีเสียงดังขึ้นทันที หากไม่พอใจก็ทำได้เพียงเลือกสถานีใหม่ แนวโน้มจากนี้ไปจะมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เรียกว่า on demand เราจะมี TV on demand มีวิทยุแบบตามความต้องการ เช่น เมื่อต้องการชมภาพยนตร์เรื่องใดก็เลือกชม และดูได้ตั้งแต่ต้นรายการ หากจะศึกษาหรือเรียนรู้ก็มี education on demand คือสามารถเลือกเรียนตามต้องการได้ การตอบสนองตามความต้องการ เป็นหนทางที่เป็นไปได้ เพราะเทคโนโลยีมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าจนสามารถนำระบบสื่อสารมาตอบสนองตามความต้องการของมนุษย์ได้
เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดสภาพทางการทำงานแบบทุกสถานที่และทุกเวลา เมื่อการสื่อสารแบบสองทางก้าวหน้าและแพร่หลายขึ้น การโต้ตอบผ่านเครือข่ายทำให้เสมือนมีปฏิสัมพันธ์ได้จริง เรามีระบบ วีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ระบบประชุมบนเครือข่าย มีระบบ Tele-education มีระบบการค้าบนเครือข่าย ลักษณะของการดำเนินธุรกิจเหล่านี้ทำให้ขยายขอบเขตการทำงาน หรือดำเนินกิจกรรมไปทุกหนทุกแห่ง และดำเนินการได้ตลอด 24 ชั่วโมง เราจะเห็นจากตัวอย่างที่มีมานานแล้ว เช่น ระบบเอทีเอ็ม ทำให้การเบิกจ่ายได้เกือบตลอดเวลา และกระจายไปใกล้ตัวผู้รับบริการมากขึ้น แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น การบริการจะกระจายมากยิ่งขึ้นจนถึงที่บ้าน ในอนาคตสังคมการทำงานจะกระจายจนงานบางงานอาจนั่งทำที่บ้านหรือที่ใดก็ได้ และเวลาใดก็ได้
เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลก ความเกี่ยวโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์ ระบบเศรษฐกิจซึ่งแต่เดิมมีขอบเขตจำกัดภายในประเทศ ก็กระจายเป็นเศรษฐกิจโลก ทั่วโลกจะมีกระแสการหมุนเวียนแลกเปลี่ยนสินค้าบริการอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เทคโนโลยีสารสนเทศมีส่วนเอื้ออำนวยให้การดำเนินการมีขอบเขตกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ระบบเศรษฐกิจของโลกจึงผูกพันกับทุกประเทศ และเชื่อมโยงกันแนบแน่นขึ้น
เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน หน่วยงานภายในเป็นแบบเครือข่ายมากขึ้น แต่เดิมการจัดองค์กรมีการวางเป็นลำดับขั้น มีสายการบังคับบัญชาจากบนลงล่าง แต่เมื่อการสื่อสารแบบสองทางและการกระจายข่าวสารดีขึ้น มีการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในองค์กรผูกพันกันเป็นกลุ่มงาน มีการเพิ่มคุณค่าขององค์กรด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดโครงสร้างขององค์กรจึงปรับเปลี่ยนจากเดิม และมีแนวโน้มที่จะสร้างองค์กรเป็นเครือข่ายที่มีลักษณะการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจจะมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย สถานะภาพขององค์กรจึงต้องแปรเปลี่ยนไปตามกระแสของเทคโนโลยี เพราะการดำเนินธุรกิจต้องใช้ระบบสื่อสารที่มีความรวดเร็วเท่ากับแสง ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว
เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดำเนินการระยะยาวขึ้น อีกทั้งยังทำให้วิถีการตัดสินใจ หรือเลือกทางเลือกได้ละเอียดขึ้น แต่เดิมการตัดสินปัญหาอาจมีหนทางให้เลือกได้น้อย เช่น มีคำตอบเดียว ใช่ และ ไม่ใช่ แต่ด้วยข้อมูลข่าวสารที่สนับสนุนการตัดสินใจ ทำให้วิถีความคิดในการตัดสินปัญหาเปลี่ยนไป ผู้ตัดสินใจมีทางเลือกได้มากขึ้น มีความละเอียดอ่อนในการตัดสินปัญหาได้ดีขึ้น
เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีเดียวที่มีบทบาทที่สำคัญในทุกวงการ ดังนั้นจึงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองได้อย่างมาก ลองนึกดูว่าขณะนี้เราสามารถชมข่าว ชมรายการทีวี ที่ส่งกระจายผ่านดาวเทียมของประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลก เราสามารถรับรู้ข่าวสารได้ทันทีเราใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการสื่อสารระหว่างกัน และติดต่อกับคนได้ทั่วโลก จึงเป็นที่แน่ชัดว่าแนวโน้มการเปลี่ยน

Modified by Blogger Tutorial

ความรู้ทั่วไปด้าน IT ©Template Nice Blue. Modified by Indian Monsters. Original created by http://ourblogtemplates.com

TOP